น้ำนมจากแม่ดีอย่างไร

น้ำนม องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ แนะนำว่าลูกควรได้กินนมแม่อย่างเดียว ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน และควรกินต่อเนื่องไปจนลูกอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น ควบคู่กับอาหารตามวัยที่เหมาะสม เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกด้วยองค์ประกอบด้านโภชนาการ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและยังมีเซลล์สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งจากเซลล์จากแม่ รวมถึงแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารของลูกด้วย  

น้ำนม เด็กทารกที่เกิดใหม่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่สมบูรณ์ น้ำนมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกสำหรับเด็ก เพราะมีภูมิคุ้มกันโรคจำนวนมากที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย การได้กินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทารกเติบโตได้สมบูรณ์แข็งแรง  

เหนือสิ่งอื่นใด ขณะที่แม่ให้นมจะต้องโอบกอดลูกไว้ข้างนอก แม่ลูกสบตากัน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นวิธีสร้างสายใยความรักความผูกพันที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งระหว่างแม่กับลูก

สารอาหารในน้ำนมแม่มีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาหลังการคลอดเพื่อให้เหมาะสมกับตัวลูกน้อย ผ่านกระบวนการสร้างน้ำนมในร่างกายของแม่ที่เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

น้ำนมระยะที่ 1 (Colostrum)  ระยะหัวน้ำนม เป็นระยะ 1-3 วันแรก น้ำนมจะมีสีเหลือง จนบางคนเรียกว่าน้ำนมเหลือง เนื่องจากมีแคโรทีนสูงกว่านมระยะหลังมาก น้ำนมระยะนี้เป็นน้ำนมที่อุดมสมบูรณ์มากประกอบไปด้วยโปรตีนต่างๆ ที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เกลือแร่ วิตามิน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของสมองและการมองเห็นของลูก

รวมทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการขับขี้เทาของลูกได้ด้วย  น้ำนมระยะที่ 2 (Transitional Milk)  เมื่อผ่านช่วง 5 วัน ถึง 2 สัปดาห์แรก น้ำนมจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น  ซึ่งจะมีสารอาหารเพิ่มขึ้นทั้งไขมันและน้ำตาลที่มีปริมาณเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย  

น้ำนมระยะที่ 3 (Mature Milk)  เมื่อผ่านช่วง 2 สัปดาห์แรกแล้ว น้ำนมแม่จะมีปริมาณที่มากขึ้น และมีสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูก 

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

สล็อตโจ็กเกอร์168

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดีท็อกซ์ลำไส้

ความเชื่อผิดๆ การทำ ดีท็อกซ์ ด้วยการถ่ายอุจจาระ ทำให้รู้สึกตัวเบา แต่การขับถ่ายมีเพียงอุจจาระและน้ำเท่านั้น ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไป น้ำหมักที่ได้จากการหมักผักและผลไม้ไม่สามารถล้างสารพิษออกจากร่างกายได้ แต่กลับเสี่ยงเพิ่มสารพิษตกค้าง หาก ล้างผักและผลไม้ไม่สะอาด ยาระบาย มีฤทธิ์ช่วยดึงน้ำออกจากผนังลำไส้ ส่งผลให้เนื้ออุจจาระนิ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย ซึ่งยาระบายไม่สามารถชะ ล้างสารพิษ ตกค้างในร่างกายได้ กรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

ความเชื่อผิดๆ ปัจจุบันการแชร์และส่งต่อข่าวสารสุขภาพเกิดขึ้นมากมายทุกวัน  หลายเรื่องเป็นความจริงที่ผ่านการวิจัย พิสูจน์และรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ แต่หลายครั้ง ข่าวสารกลับเผยแพร่อย่างบิดเบือนจนน่าตกใจ  เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามคือความเข้าใจผิดของการดีท็อกซ์ลำไส้ ทั้งเครื่องดื่มดีท็อกซ์สำเร็จรูป สูตรดีท็อกซ์ธรรมชาติ และการสวนดีท็อกซ์อีกหลายรูปแบบ มาดูกันว่า 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการ ดีท็อกลำไส้ มีอะไรกันบ้าง

ความเชื่อ- ดีท็อกซ์ สามารถช่วยลดไขมันได้  ความจริง การทำ ดีท็อกลำไส้ มีหลายสูตรหลายวิธีที่เน้นด้วยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะการถ่ายอุจจาระ ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจทำให้รู้สึกตัวเบา แต่ในความจริงแล้ว การขับถ่ายมีเพียงของเสียและน้ำเท่านั้น แต่ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปเลย บางกรณีผู้ขับถ่ายอาจเสียเกลือแร่และวิตามินจากการขับถ่ายจำนวนมากจนเกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้

ความเชื่อ-อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มดีท็อกซ์ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้  ความจริง อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มดีท็อกซ์ที่ขายอยู่ตามท้องตลาดหรือในโลกออนไลน์ ไม่สามารถขับพิษออกจากร่างกาย ได้และทางที่ดีไม่ควรซื้อหามารับประทานเอง โดยไม่ได้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เด็ดขาด

ความเชื่อ-น้ำหมักผัก ผลไม้ ช่วยขับบของเสียออกจากร่างกายได้  ความจริง น้ำหมักที่ได้จากการหมักผักและผลไม้ไม่สามารถ ล้างสารพิษ ออกจากร่างกายได้ แต่อาจทำให้เสี่ยงต่อการเพิ่มสารพิษตกค้าง หากล้างผักและผลไม้ไม่สะอาด รวมถึงภาชนะและวิธีการหมักที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาว

ความเชื่อ- การกินยาระบาย คือการทำ ดีท็อกลำไส้ วิธีหนึ่ง  ความจริง ยาระบาย มีฤทธิ์ช่วยดึงน้ำออกจากผนังลำไส้ ส่งผลให้เนื้ออุจจาระนิ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย โดยที่ยาระบายไม่สามารถชะ ล้างสารพิษ ที่สะสมตามผนังลำไส้ หรือในร่างกายออกไปได้  นอกจากนี้การใช้ยาระบายบ่อยๆ ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพได้อีกด้วยฉะนั้น ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

อยากเป็นคนรวย คลิ๊ก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

ร่างกายควรดื่มน้ำวันละปริมาณเท่าไร

ร่างกาย น้ำหนักตัวของคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำมากนัก และมักไม่คำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสม

ร่างกาย บ้างก็ดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา อีกทั้งอาจไม่ทราบด้วยว่า หากร่างกายขาดน้ำเพียง 5 วันหรือ 1 สัปดาห์ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เช่น การล้างสารพิษออกจากอวัยวะ หรือการนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ รวมถึงประโยชน์อื่น ๆ ดังต่อไปนี้  ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำอาจมีส่วนช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่เพิ่มสูงขึ้น บำรุงสุขภาพผิว เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่นข้อต่อ

เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ มีส่วนช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจปกติ ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต ป้องกันอาการท้องผูก ป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ (โซเดียม)

ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร  ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ การหายใจ หรืออื่น ๆ การดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป

ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ และอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่าการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นั้นเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แต่แท้จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ทำ เพศและอายุ

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

อยากเป็นคนรวย คลิ๊ก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

ลดน้ำหนักแบบ if

ลดน้ำหนัก ในยุคสมัยนี้ ต้องยอมรับเลยว่าทั้งเพศหญิงและเพศชาย ต่างหันมาใส่ใจในรูปลักษณ์ภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลรูปร่างของตัวเอง แต่หลายคน ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะออกกำลังกาย หรือบางคนก็ขี้เกียจที่จะออกกำลังกาย ALLWELL ก็มีวิธีลดน้ำหนักแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องออกแรงให้เมื่อย อย่าง วิธีลดน้ำหนักแบบ IF พร้อมสูตรอาหารลดน้ำหนักมาแนะนำให้กับทุกคน

ลดน้ำหนัก ในปัจจุบันมีวิธีลดมากมายให้เราได้เลือกใช้ ทั้งการออกกำลังกาย วิธีลดน้ำหนักแบบ IF การกินแบบ Ketogenic และการทานอาหารลดน้ำหนัก แต่ในบางคนที่อยากผอมในเวลาอันรวดเร็วก็เลือกใช้วิธีทานยาลดความอ้วน ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นวิธีที่เห็นผลเร็ว แต่ไม่ยั่งยืนและนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพที่อาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต

ดังนั้นวิธีลดความอ้วนที่ดีจึงควรเป็นวิธีที่ไม่หักโหมเกินไปและไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย เพราะการลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ถ้าเกิดว่าหักโหมเกินไปอาจจะทำให้รู้สึกท้อ จนไม่อยากทำต่อ

ดังนั้นเราจึงควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองและไม่ทำลายสุขภาพ ซึ่งวิธีลดความอ้วนที่กำลังได้รับความนิยม เป็นวิธีที่สามารถลดน้ำหนักได้จริง และไม่ทำลายสุขภาพ นั่นก็คือ การลดน้ำหนักแบบ IF

การลดน้ำหนักแบบ IF หรือการลดน้ำหนักแบบ Intermitent Fasting คือ วิธีลดน้ำหนักที่คิดค้นโดยทีมแพทย์ เป็นการลดน้ำหนักด้วยการกินอาหารเป็นช่วงเวลา (Feeding) และปล่อยให้ร่างกายหยุดรับอาหารเป็นช่วงเวลา (Fasting) 

แต่ทั้งนี้หลังการลดน้ำหนักแบบ ก็มีเงื่อนไขที่สำคัญอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ ต้องงดอาหาร 1 มื้อในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการกินอาหารมื้อดึก กินอาหารตามปกติในช่วงเวลา Feeding 8 ชั่วโมง

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

อยากเป็นคนรวย คลิ๊ก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

อาการเมาค้างควรทานอะไร

อาการเมาค้าง เคยไหมครับ ดื่มหนักไปหน่อย พอตื่นเช้ามามึนตึบ วินเวียน บางครั้งหนักกว่านั้นถึงขั้นลุกไม่ขึ้นกันเลย อาการแบบนี้มาจากการผลของการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือเรียกว่าอาการ แฮง นั่นเอง  วันนี้สำหรับใครที่แฮงบ่อยๆ เรามีอาหารที่สามารถบรรเทาอาการเมาค้างได้มาฝาก ลองไปหากินกันดูนะครับ ดื่มครั้งต่อไปจะได้แฮงน้อยลง  

อาการเมาค้าง สตรอเบอร์รี่  ไม่ต้องเป็นสตรอเบอร์รี่ลูกโตๆ นำเข้าจากต่างประเทศก็ได้ เอาที่หาซื้อง่ายๆ ด้วยรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ และวิตามินซี ที่อยู่ในสตรอเบอร์รี่ จะทำให้อาการเมาค้างของคุณทุเราลงได้ แต่หากไม่อยากกินแบบสดๆ เอาไปปั่นทำเป็นสมูทตี้ก็จะดีไม่น้อย ยิ่งผสมน้ำกีวีเข้าไปด้วย เขาว่ากันว่าสูตรนี้จะแก้เมาได้ดีมากๆ เลย

เครื่องดื่มวิตามิน  เครื่องดื่มประเภทนี้เดี๋ยวนี้หาซื้อได้ง่ายมากมีทั้งในร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อ หากคุณรู้ตัวว่าจะต้องออกไปลั่นลาควรหาซื้อมาดื่มไว้ก่อนนะครับครับ เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้จะมีวิตามินบีและวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยลดอาการแฮงก์และอาการปวดหัวได้ 

ช็อคโกแลต  ถ้าที่บ้านบังเอิญไม่มีผลไม้ติดไว้เลย แต่มีช็อกโกแลต คุณสามารถแก้แฮง ได้ด้วยช็อกโกแลตนี่ล่ะครับ เพราะด้วยคุณสมบัติทำให้สมองตื่นตัว กระฉับกระเฉง เมื่อกินเข้าไปก็เลยฟินเบาๆ อ๋อ เกือบลืมบอกไป ถ้าไม่อยากมานั่งแก้แฮงค์หลังปาร์ตี้หนักๆ ลองทาน ช็อกโกแลตปิดท้ายดูสิครับ เขาว่ามันช่วยให้ไม่แฮงค์ได้ดี

ขนมปังโฮลวีตหรือซีเรียล  ขนมปังโฮลวีต เป็นขนมปังที่อุดมไปด้วยธัญพืชนานาชนิด ถ้ากินยามเช้าหลังจากที่แฮงค์ จะช่วยดูดซึมแอลกอฮอล์ในร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่มีขนมปังโฮลวีต ลองมองหาซีเรียลธัญญาหารมากินกับนมไขมันต่ำ ก็ถือเป็นการให้พลังงานที่ดีแก่ร่างกาย เพราะบ้างครั้งเรามึนเพราะร่างกายต้องการอาหารนั่นเอง  

แตงโม  ผลไม้หาซื้อก็ง่ายมีทั้งที่ตลาด และซุปเปอร์มาเก็ต ใครรู้ตัวว่ายังไงก็ต้องไปปลดปล่อยนอกบ้าน ซื้อมาติดตู้เย็นไว้เลยนะครับ เพราะแตงโม มีสารสำคัญที่ชื่อ Citrulline ในเนื้อ และในเม็ด มีสรรพคุณ ช่วยแก้กระหายน้ำและ ถอนพิษสุรา ร้อนๆ มึนๆ ดับด้วย แตงโมแช่เย็นครับ  

น้ำสมุนไพรไทย  ถ้าเกิดอาการคลื่นเหียนอยากอาเจียน ลองชงน้ำขิงดื่มดู เดี๋ยวนี้เขามีขิงผงสำเร็จรูปขายกันเยอะแยะ นอกจากนี้น้ำกระเจี๊ยบ สมุนไพรของไทยเรานี่ก็ช่วยได้ ดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ รสเปรี้ยวชุ่มฉ่ำ ช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้ไม่ยาก หรือถ้ายังไม่หายล่ะก็แนะนำ น้ำเก็กฮวย ถ้าโลกหมุน ปวดและวิงเวียนศีรษะ เพราะเก็กฮวยมีสรรพคุณช่วยลด อาการปวดเวียนได้

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

อยากเป็นคนรวย คลิ๊ก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

ลดความอ้วนแบบนับแคลอรี่คืออะไร

ลดความอ้วน ร่างกายของเราจะมีเรี่ยวแรงทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ก็ต้องเผาผลาญอาหารที่เราทานเข้าไป ให้เป็นพลังงาน เปรียบไปก็เหมือนกับรถยนต์ที่ต้องเผาผลาญน้ำมันเพื่อเป็นพลังงานขับเคลื่อน ตัวรถไปได้  กระบวนการ เผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานในร่างกายเรียกว่า “เมทาโบลิซึม (Metabolism)” ซึ่งในวัยหนุ่มสาว อัตราการเผาผลาญของคนเราอาจจะยังสมบูรณ์ดีอยู่

ลดความอ้วน จะทานอะไรเท่าไหร่ก็ได้ หุ่นก็ยังสูสีนางแบบนายแบบ แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นๆ ระบบการเผาผลาญพลังงานนี้ก็มีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือจากเดิมที่อาหารและไขมันเคยถูกเผาผลาญเป็นพลังงานและนำไปใช้ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็จะเริ่มมีพลังงานเหลือใช้

ร่างกายจึงเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินไว้เป็นไขมัน เป็นเหตุผลว่าทานอาหารเท่าๆ เดิม เมื่อก่อนทำไมไม่เห็นอ้วน แต่เดี๋ยวนี้กลับมามีไขมันมาพอกพูนตามเนื้อตัว รอบพุง รอบขา รอบสะโพก จนอึดอัดไปหมด แทบจับตัวเองใส่เสื้อผ้าเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว  ใน วันหนึ่งๆ แต่ละคนมีการเผาผลาญปริมาณแคลอรี่มาใช้เป็นพลังงานไม่เท่ากัน

โดยเฉลี่ยผู้ชายต้องการปริมาณแคลอรีเพื่อใช้เป็นพลังงานต่อวันอยู่ที่ 1,800-2,500 กิโลแคลอรี่ ส่วนผู้หญิงต้องการปริมาณแคลอรี่ต่อวัน 1,500-2,000 กิโลแคลอรี ซึ่งเราเรียกว่า อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานของร่างกาย (Basal Metabolic Rate)นั้นเอง

แคลอรี่เป็นหน่วยวัดพลังงาน หนึ่งแคลอรี่คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 กรัมมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่วนพลังงานที่ใช้ในร่างกายและพลังงานที่ได้รับจากอาหารเรียกเป็น กิโลแคลอรี่ นั่นหมายถึงปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 กิโลกรัมมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส

ร่างกายของเราต้องการพลังงานวันละ 25 กิโลแคลอรี่ ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 50 กิโลกรัม นั่นหมายถึงจะต้องการพลังงานขั้นต่ำสุดประมาณวันละ 1,250 กิโลแคลอรี่ แต่เนื่องจากในชีวิตประจำวันนั้นเราต้องมีกิจกรรมอื่นๆ ทำอีกมากมาย เช่นเดินขึ้นบันได วิ่งออกกำลังกาย นั่งทำงาน ฯลฯ จึงต้องการพลังงานโดยเฉลี่ยแล้ววันละประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่นั่นเองค่ะ

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

อยากเป็นคนรวย คลิ๊ก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

กาแฟมีข้อดีอย่างไร

กาแฟ หนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนดื่มในยามเช้าหรือยามง่วงนอน เพื่อปลุกสมองให้ตื่นตัว คลายความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางจิตใจ และนอกจากประโยชน์ที่คุ้นเคยกันนี้ เชื่อว่ากาแฟยังอาจมีประโยชน์ทางการแพทย์ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ป้องกันโรคพาร์กินสัน โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เก๊าท์ อัลไซเมอร์ หืด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม เป็นต้น

กาแฟ ทั้งนี้สรรพคุณทางการแพทย์และทางสุขภาพของกาแฟนั้นเชื่อว่ามาจากคาเฟอีน สารกระตุ้นที่พบได้สูงจากกาแฟที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง หัวใจ และกล้ามเนื้อ การศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกาแฟในการป้องกันและรักษาโรคส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่สารคาเฟอีนในกาแฟเป็นหลัก

โดยกาแฟสำเร็จรูปโดยทั่วไป 1 แก้วประกอบด้วยคาเฟอีนประมาณ 85-100 มิลลิกรัม แต่หากเป็นกาแฟชงสดจะมีคาเฟอีน 100-150 มิลลิกรัมต่อแก้ว ส่วนกาแฟที่ผ่านการลดคาเฟอีนนั้นก็ยังคงมีคาเฟอีนประมาณ 8 มิลลิกรัมต่อแก้ว ทั้งนี้กาแฟที่ผ่านกระบวนการคั่วจนเข้มจะมีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟสีอ่อน

ประโยชน์ของกาแฟที่มีต่อสุขภาพ  เพิ่มความตื่นตัวของสมอง การดื่มกาแฟ ชา และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลายตลอดวันดูเหมือนจะช่วยเพิ่มความตื่นตัวของร่างกายและสมอง ปลุกความสดชื่นให้สมองปลอดโปร่ง โดยหลายงานวิจัยชี้ว่าการได้รับคาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าในระหว่างวัน เช่น การศึกษาหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมทดลองสุขภาพดีรับคาเฟอีน 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ตอน 9 โมงเช้าและบ่ายโมง เป็นเวลานาน 3 วัน

ซึ่งพบว่าคาเฟอีนช่วยลดความง่วง เพิ่มความตื่นตัวและความจดจ่อในช่วงระหว่างวันได้ดี  นอกจากนี้กาแฟยังเป็นตัวเลือกของผู้ที่อดนอนหรือนอนไม่เต็มอิ่มในคืนก่อนแล้วยังต้องการความตื่นตัวในวันต่อไป มีการศึกษาประสิทธิภาพของการดื่มกาแฟในชายสุขภาพดีที่อดนอนเป็นเวลา 48 ชั่วโมง พบว่าคาเฟอีนช่วยเพิ่มความตื่นตัวและคลายความอ่อนล้าจากการอดนอนได้อย่างดี

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการศึกษาพบว่าการผสมคาเฟอีนเข้ากับน้ำตาลเป็นเครื่องดื่มชูกำลังยังน่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้ความคิดและการทำงานของสมองได้มากกว่าการได้รับกลูโคสหรือคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

Wallet 168

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

อร่อยปาก ลำบากกาย

อร่อยปาก เพราะ “อาหาร” คือปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต ผู้คนจึงใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และการเลือกทานแต่อาหารที่อร่อยถูกปากก็เป็นความสุขของสายกินทุกคน แต่ก็อาจลืมนึกถึงคุณค่าสารอาหาร และประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ เ

อร่อยปาก พราะอาหารบางอย่างนอกจากทำให้อิ่มอร่อยแล้ว ก็ไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่กลับให้โทษแทน เมื่อทานบ่อยๆ เข้า ก็อาจเป็นบ่อนทำลายสุขภาพได้ ทั้ง ภาวะขาดสารอาหาร โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือถึงขั้นเป็นมะเร็งได้ ดังนั้น การจะทานอาหารแต่ละอย่างก็ควรรู้ถึงประโชน์และโทษต่อร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคร้ายในอนาคต มาดูกันว่าอาหารที่เราควรงดหรือนานๆ ค่อยทาน นั้นมีอะไรบ้าง

หมูกระทะ อาหารปิ้งย่าง  เมนูสุดฮิตของสายปิ้งย่าง คิดอะไรไม่ออกคำตอบมักเป็นหมูกระทะ ซึ่งหมูกระทะหรืออาหารปิ้งย่างเมื่อทานเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการได้รับสารอันตรายจากอาหารแปรรูป รวมไปถึงเนื้อแดง อาจทำให้ได้รับ สารไนโตรซามีน (nitrosamines) ทำให้เสี่ยงสารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร และสารพีเอเอช

ซึ่งสารนี้จะพบในอาหารที่ปิ้ง ย่าง หรือ รมควัน ของเนื้อสัตว์ที่มีไขมันติดอยู่ด้วย หากทานเป็นประจำจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ ที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ หากอยากทานจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่างจนไหม้เกรียม และอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

แฮมเบอร์เกอร์  แฮมเบอร์เกอร์ อาหารฟาสต์ฟู้ดจานด่วนที่ทั้งอร่อย ทานง่าย ทำง่าย แต่ความง่ายๆ นั้นก็แฝงความอันตราย ซึ่งสิ่งที่ทำใหเแฮมเบอร์เกอร์จัดอยู่ในอาหารที่ทำลายสุขภาพนั้น เกิดจากระหว่างกระบวนการนำเนื้อมาปรุง ทำให้เนื้อเกิดเน่าเสียได้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียขึ้น

คนจึงนิยมใช้สารเคมีบางชนิดเข้ามาช่วยในการกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าให้คงสภาพดังเดิม ซึ่งสารเคมีนี้ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และอาจกลายเป็นโรคมะเร็งในอนาคตได้ อย่างไรก็ตามหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่บ่อยและไม่มากจนเกินไป ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงได้

น้ำอัดลม  น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตทั่วโลก หาซื้อง่าย รสชาติอร่อย ราคาถูก มีให้เลือกหลากหลาย หากพูดถึงความอันตรายหลายคนคงคุ้นชินมาบ้าง เพราะเราถูกสอนตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าดื่มมากๆ อาจทำให้กระดูกพรุน แต่ความจริงแล้วจะเป็นอย่างที่เคยโดนขู่หรือไม่มาหาคำตอบกัน  

น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร แต่ให้พลังงานและความอิ่มแก่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ให้พลังงานมาก มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบสูง ทำให้ผู้ที่ชอบดื่มบ่อยๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และยังมีกรดคาร์บอนิก ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ทำให้น้ำอัดลมมีฟองซ่า เมื่อเราดื่มบ่อยๆ จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ฟันผุ และโรคกระดูกพรุน สำหรับเด็กที่ชอบดื่มน้ำอัดลมก็จะทำให้นอนไม่หลับตอนกลางคืนและง่วงนอนตอนกลางวัน

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

อยากเป็นคนรวย คลิ๊ก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

การกินเค็มมีโทษต่อร่างกายอย่างไร

การกินเค็ม อาหารหลายคนย่อมใส่ใจเรื่องรสชาติและนำมาด้วยการปรุงแต่งรสต่างๆ ด้วยเครื่องปรุงหลากหลายเพื่อให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม หวานและเผ็ดตามที่ต้องการ และเราก็รู้กันดีใช่มั้ยคะว่าการกินอาหารรสจัดนั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ซึ่งวันนี้เราก็จะมาบอกเล่าถึง

การกินเค็ม โทษจากการกินเค็มให้ได้ทราบกัน  สำหรับการกินเค็มนั้น โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราต้องการโซเดียมต่อวันเพียงแค่ 1 ช้อนชาหรือประมาณ 2,400 มิลลิกรัมเท่านั้นค่ะ ในขณะที่หลายคนหันมากินเค็มมากเป็น 3 เท่าตัว ซึ่งหากยังไม่หยุดพฤติกรรมการกินเค็มดังกล่าว ก็ย่อมนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในภายหลังได้ เช่น

โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากร่างกายของเราจะมีไตซึ่งคอยทำหน้าที่ช่วยปรับระดับโซเดียมและน้ำภายในร่างกายให้คงความเหมาะสม  แต่หากร่างกายของเรามีปริมาณโซเดียมสูง การทำงานของไตก็จะหนักขึ้น เพราะไม่สามารถปรับระดับของโซเดียมให้เหมาะสมกับน้ำได้ ปริมาณของน้ำและโซเดียมจึงเพิ่มระดับสูงขึ้น ส่งผลให้เลือดซึ่งมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยพลอยสูงขึ้นตามยิ่งขึ้น และหากเลือดไหลผ่านไปยังเส้นเลือดมากก็ย่อมก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงตามมาได้ในที่สุดนั่นเอง  

โรคหัวใจ  การที่เรามีปริมาณเลือดในร่างกายสูงจนนำมาสู่ความดันโลหิตสูงนั้น ย่อมทำให้หัวใจเกิดการสูบฉีดเลือดที่หนักและมีภาวะหัวใจเร็วมากกว่าเดิม ไม่เพียงแค่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตแต่เพียงเท่านั้น เพราะปริมาณของโซเดียมยังทำให้เกิดภาวะร่างกายบวมน้ำและมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งหากเป็นมากๆ ก็อาจจะหนักถึงขั้นหัวใจวายได้ค่ะ

โรคไต หากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไตก็ย่อมทำงานหนักสูงตามมากขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ไตทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลง ไม่สามารถขับเอาของเสียออกไปจากร่างกายได้ กระทั่งก่อให้เกิดโรคไตเสื่อมและไตวายในที่สุด 

อัมพฤกษ์ อัมพาต  หากผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงนานและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจนอาการเบาบางลง ผนังหลอดเลือดก็จะได้รับการถูกทำลายจนนำมาสู่การทำลายอวัยวะในส่วนอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อมา โดยเฉพาะสมองที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตมากที่สุด เพราะจะเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตีบและตันนั่นเอง

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

อยากเป็นคนรวย คลิ๊ก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น

ประวัติของพิซซ่า

ประวัติของพิซซ่า เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 79 เมื่อภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดขึ้นและทลายเมืองปอมเปอีทั้งเมือง หลังจากนั้นประมาณ ค.ศ. 640 แกตาโน ฟิโอเรลลี่ ได้ค้นพบเตาฟืนโบราณจำนวนมากมายในซากปรักหักพังของเมือง ที่ถูกลาวาถล่ม หนึ่งในจำนวนเตาทั้งหมดนั้นพบว่ามีเถ้าถ่านขนมปังติดอยู่ในเตาอยู่ถึง 7 กิโลกรัม

ประวัติของพิซซ่า ซึ่งเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าทหารโรมันในช่วงเวลาดังกล่าว (ก่อนเมืองปอมเปอีจะถูกถล่มด้วยลาวาและเถ้าภูเขาไฟ) ต่างกินขนมปังที่อบด้วยเตาฟืนโบราณนี้ ซึ่งสันนิษฐาน ได้ว่าชาวเมือง ในเมืองนาโปลีก็ทานขนมปังที่อบในเตาฟืนโบราณเช่นนี้มาประมาณ 700 ปีแล้ว ต่อมาในต้น ค.ศ. 1700 ชาวเมืองนาโปลีจึงได้เริ่มประยุกต์ใส่มะเขือเทศกับสมุนไพรบางอย่างลงในขนม ปังแล้วนำไปอบในเตาฟืนโบราณ นี่เองคือจุดเริ่มต้นของมารีนาราพิซซ่า

และร้านพิซเซอเรียร้านแรกในนาโปลี ได้เปิดขายในปี ค.ศ. 1830 โดยร้านดังกล่าวใช้วิธีการอบพิซซ่าในเตาที่ทำจากหินภูเขาไฟ อีกประมาณร้อยปีต่อมา (นับจาก ค.ศ. 1700) และชีสเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในอาหาร แต่ชีสดังกล่าวไม่ใช่ชีสปกติธรรมดาทั่วไป เป็นชีสที่ทำจากน้ำนมควายพื้นเมืองที่ชื่อ ฟิออเร่ ดี บัฟฟาล่า ประมาณปี ค.ศ. 1850 จึงเกิดพิซซ่ามาเกอริต้าขึ้นโดย

ราฟาเอล เอสโปสิโต แห่งเมืองเนเปิล ซึ่งได้ทำพิซซ่าถวายเมื่อคราวที่สมเด็จพระราชาธิบดีอุมแบร์โตที่ 1 และสมเด็จพระราชินีมาเกอริต้าได้เสด็จเยือนเมืองเนเปิล โดยใช้สีบนหน้าพิซซ่าแทนสัญลักษณ์ของธงชาติอิตาลี โดยใช้ใบเบซิลแทนสีเขียวใช้มอสซาเรลล่าชีสแทนสีขาวและมะเขือเทศแทนสีแดง และตั้งชื่อพิซซ่าเพื่อเป็นเกียรติแด่พระราชินีว่า มาเกอริต้า

ซึ่งพระนางก็ได้ทรงพระอนุญาตให้ใช้ชื่อพระนางเป็นชื่อของพิซซ่าเมื่อปี ค.ศ. 1889 ซึ่งพิซซ่าดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐาน ของพิซซ่าในปัจจุบัน ซึ่งพิซซ่าในปัจุบันโดยทั่วไปต่างก็ดัดแปลงหน้ามาจากพิซซ่า 2 ชนิดนี้ ซึ่งเป็นพิซซ่าดั้งเดิมของชาวนาโปลี คือมารีนาราพิซซ่าและมาเกอริต้าพิซซ่า

อ่านบทความเพื่อเช็ค อาหารกับโรคมะเร็ง

สล็อต wallet 168

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ** * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

โพสท์ใน Default | ใส่ความเห็น